นานแล้วที่ไม่ได้เขียนบทความเล่าเรื่องราวแบบนี้ ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า "อโรคยา ปรมาราภา = ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ"  ก่อนหน้านี้ประมาณเกือบ 1 ปี ผมเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังมานาน เนื่องจากผมมีโพรงจมูกคดไม่ได้สัดส่วนตั้งแต่เกิดครับ เพราะตอนช่วงที่ผมเกิดมาก็เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่หรือเรียกว่า cheiloschisis หลังจากนั้นก็มีการซ่อมแซมเพดานปากไป นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมพูดไม่ชัดไปบ้างครับ และนั่นคือการผ่าตัดครั้งแรก แต่ตอนนั้นตัวผมจำความไม่ได้หรอกครับ แต่ครั้งนี้มันเป็นการผ่าตัดหลังจากนั้นถึง 34 ปี และเป็นการผ่าตัดที่จะต้องเปิดรูระบายเพิ่มเติมในโพรงไซนัส

 

ผม เริ่มเข้ามานอนที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ในคืนแรกเป็นการเตรียมพร้อมก่อนการผ่าตัด ซึ่งหลังเที่ยงคืนจะให้งดอาหารและน้ำทุกชนิด ในส่วนนี้บอกไว้สำหรับผู้ที่จะต้องเข้ารับกรผ่าตัดว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ปกติมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพักผ่อน ผมแนะนำว่าควรนำหนังสือไปเยอะๆ เพราะคุณจะไม่มีกิจกรรมอะไรทำเลย นอกจากนอนเฉยๆ แต่ถ้าคุณอยากที่จะนอน นี่คือเวลาที่คุณจะได้นอนกันแบบเต็มอิ่มสุดๆ ในชีวิตเลย แค่คืนแรกที่ผมนอน ผมก็สามารถอ่านหนังสือจบไป 2 เล่มแล้วและผมก็ดันเอาไปแค่ 2 เล่มเอง ทำให้หลังจากอ่านจบแล้วถ้าไม่ข่มตาหลับ คุณก็คงได้แต่มองรอบๆ กับเพดานห้องเท่านั้นเอง

 

ในวันรุ่งขึ้นตามกำหนดการผมเข้ารับ การผ่าตัดตั้งแต่เวลา 9.00 น.ในวันนี้ทางห้องผ่าตัดจะมารับตัวผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า (ห้ามใส่ชั้นในทุกชิ้น) และต่อสายน้ำเกลือให้ หลังจากนั้นพยาบาลก็เริ่มเข็นผมเข้าไปยังห้องผ่าตัด การผ่าตัดของผมเป็นแบบดมยาสลบ ถ้าใครเคยชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการแพทย์ โดยเฉพาะเรื่อง Team Medical Dragon แล้วล่ะก็ ผมอยากบอกว่ามันเหมือนในหนังเลยจริงๆ ห้องผ่าตัดที่คุณจะเห็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเลคโทนิคทางการแพทย์มากมาย และดวงไฟใหญ่ที่ส่องหน้าของคุณในห้องนั้น และทันทีที่ผมถูกย้ายเตียงมาสู่เตียงสำหรับผ่าตัด หมอวิสัญญี(หมอวางยาสลบ) จะทำการให้ดมอ๊อกซิเจน (ยาสลบ) และตรงนี้หมอจะให้สูดหายใจลึกๆ เพียงแค่ 7 วินาทีเท่านั้น ผมเข้าสู่ภวังค์ในทันที และรู้สึกตัวอีกทีก็ออกนอกห้องผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อผมหันไปดูนาฬิกา เวลานั้นคือ 12.00 น. ยาสลบทำงานอยู่ประมาณ 3 ชม. ผมตื่นมาพร้อมกับความมึนงงแต่ไม่มีอาการแพ้ยาสลบหรืออะไรแต่อย่างใด จมูกด้านซ้ายของผมมีสำลีห้ามเลือดอัดเต็มไปหมด พร้อมกับอาการปวดหน้าซีกซ้าย ผมต้องนอนมึนอยู่ถึง 1 ชม. ก่อนการเคลื่อนย้ายกลับไปยังห้องพักผู้ป่วย และสำหรับวันนี้ ผมยอมรับว่าไม่มีแม้แต่แรงที่จะทำอะไรเลย ความอ่อนเพลียจากการเสียเลือด และร่างกายที่บอบช้ำจากการผ่าตัด ทำให้วันนี้ของผมหมดไปกับการนอนเพียงอย่างเดียวจริงๆ

 

วันที่ 3 ของการพักฟื้นที่โรงพยาบาล เป็นวันที่ผมเริ่มฟื้นตัวได้ระดับนึงแล้ว เลือดเริ่มไหลน้อยลง และเริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆ ได้บ้าง จำไว้ว่าเมื่อคุณรับประทานอาหารได้นั่นคือเวลาเอาน้ำเกลือออก (ผมกลัวเข็มนะเลยไม่ค่อยถูกอะไรกับพวกต้องใช้เข็มแทงเข้าไป ช่วงแรกที่ต้องให้น้ำเกลือเข้าห้องน้ำลำบากมาก) เป็นอีกวันที่ถ้าคุณไม่เตรียมหนังสือหรืออะไรมาอ่านเลย รับรองว่าจะได้มองเพดานจนอิ่มแน่นอน หรือไม่ก็ได้นอนกันยาวๆ อีกแน่นอน วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกว่าอยากกลับบ้านแล้วจริงๆ เพราะการนอนใน รพ. ไม่ได้เป็นอะไรที่น่าโสภาอย่างยิ่ง และผมเป็นคนที่มักจะไม่ค่อยอยู่กับที่เดินไปไหนมาไหน หรือไม่ก็ต้องออกมาทำงานเป็นประจำ มันจึงทำให้ผมหงุดหงิดจริงๆ ดีที่ผมให้คุณพ่อเอาสมุดวาดรูปมาให้ในเช้าวันที่ 3 ที่ท่านมาเยี่ยม ผมถึงมีอะไรทำบ้าง (ไม่วายจะวาดรูปอีกแฮะ 555+)

 

วันที่ 4 เป็นวันที่ผมเขียนบทความนี้อยู่คือวันที่ 22 กันยายน 2554 หลังจากที่ผมกลับมาจากรพ. ผมก็มาเขียนบทความนี้ทันทีเลย จะเรียกว่าเป็นเช้าวันที่ผมรู้สึกดีที่สุดใน รพ. ที่หมอบอกว่าวันนี้ผมจะสามารถกลับบ้านได้แล้ว แต่นั่นคือช่วงเวลาที่ทรมานเช่นกัน เพราะเมื่อเรามีความรู้สึกที่รออะไรบางอย่างมันมักจะนานเสมอ แต่วันนี้ผมอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังคงมีเลือดไหลออกจากจมูกด้านซ้ายบ้าง ทำให้คุณหมอบอกว่าหลังจากผมกลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว กว่าจะเริ่มทำงานได้คงเป็นวันพุธที่ 28 กันยายน 2554 (ตามใบรับรองแพทย์) เพราะหมอไม่อยากให้กระทบกระเทือนในคณะเดินทาง อาจจะทำให้แผลภายในปริออกมาได้ครับ

 

จากประสบการณ์นี้ทำให้ผม เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตขึ้นมากเลย รวมถึงเรื่องของสุขภาพด้วย และห้องพักคนไข้ที่ผมไปอยู่ทั้ง 4 วันนั้น เป็นห้องรวม ก็จะเห็นคนไข้มากมายผลัดเปลี่ยนกันเข้ามานอนรอทำการผ่าตัด และบางคนต้องพักฟื้นในห้องนั้นเป็นเดือน หลายคนอาการหนักมาก และอยากบอกว่าสำหรับคนที่ชอบสูบบุหรี่ คุณอาจจะต้องมาผ่าตัดเกี่ยวกับหูคอจมูกไม่วันใดก็วันนึง เพราะจากการสอบถามพยาบาลมาบ้างก็ทำให้ทราบว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามารักษาถ้าไม่ เป็นไซนัสแบบผม ก็จะเข้ามารับการผ่าตัดที่มักเกิดจากการสูบบุหรี่เป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อนๆ สุขภาพดีกันถ้วนหน้าครับ

 

ปุ่น // 22 กันยายน 2554